History page of Radio Taiwan International (Rti)
close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชน EP.34

  • 31 October, 2024
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
นักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่เที่ยวบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิว ผิงตง
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน

เก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิว เพื่อร่วมปกป้องอนุรักษ์ถิ่นกำเนิดเต่าทะเลและปะการัง 

        เกาะเสี่ยวหลิวฉิว เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากท่าเรือตงกั่ง เมืองผิงตงด้วยการนั่งเรือเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มีพื้นที่เพียงประมาณ 6.8 ตร. กม. เท่านั้น ประชากรบนเกาะประมาณ 1.2 หมื่นคน เป็นเกาะรอบนอกที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะมากกว่าปีละ 1 ล้านคน ทำให้ระบบนิเวศบนเกาะย่ำแย่ลงทุกขณะ ด้วยเหตุนี้ เทศบาลเมืองผิงตงจึงประกาศใช้มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวที่เข้าไปท่องเที่ยวในเขตน้ำขึ้นน้ำลง 3 แห่งบนเกาะตั้งแต่ ก.ค. ที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวต้องชำระค่าบัตรผ่านประตูคนละ 60 เหรียญไต้หวัน เมื่อเข้าไปในเขตที่ระบุ ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิว สกัดภัยพิบัติที่เกิดจากการท่องเที่ยว 

  เกาะเสี่ยวหลิวฉิว ผิงตง

น้ำเสียทำให้เขตน่านน้ำเสี่ยวหลิวฉิวมีสาหร่ายแปลก ๆ เกิดขึ้น

        คุณเฉินเหวินอวี้ วัย 60 ปี แทบจะไม่เคยจากบ้านเกิดที่เกาะเสี่ยวหลิวฉิวแห่งนี้มาตั้งแต่เกิดเลย เขาเป็นสักขีพยานของการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแห่งนี้มาโดยตลอด เขายังจำได้ดีว่า ในวัยเด็กจะวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ที่บริเวณน้ำขึ้นน้ำลงเป็นประจำ “กินอาหารทะเลจนอิ่ม” กับเพื่อน ๆ แต่เมื่อการท่องเที่ยวบนเกาะคึกคักขึ้นเป็นลำดับ ทำให้มีการระบายน้ำเสียลงสู่ชายฝั่งเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ “ภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก” คุณเฉินเหวินอวี้สังเกตเห็นว่าบริเวณชายหาดมีสาหร่ายที่เขาไม่เคยเห็นเกิดขึ้น และมากขึ้นเป็นลำดับ น้ำทะเลมีสิ่งบำรุงเลี้ยงอุดมสมบูรณ์มากขึ้น (Eutrophication) ทำให้ระบบนิเวศบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน 

คุณเฉินเหวินอวี้ 
          จาการสำรวจของคณะกรรมการกิจการมหาสมุทร ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน พบว่าความแข็งแรงของปะการังบริเวณชายฝั่งของเกาะเสี่ยวหลิวฉิวหลายแห่งเริ่มเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดกระทั่งสูญเสียไปทั้งหมดแล้ว จำนวนของชนิดปลาและสิ่งมีชีวิตก็ต่ำกว่าที่มีอยู่ในระบบนิเวศชายฝั่งที่เป็นหินโสโครก ทำให้ผู้คนวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง  

           ไม่เพียงแต่สภาพแวดล้อมถูกคุกคามเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนบนเกาะด้วย เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินกว่าที่จะรองรับได้ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็มากขึ้นจนระบบไฟฟ้าไม่สามารถรองรับได้ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ในช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะไปท่องเที่ยวเกินกว่าหลักหมื่น ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนทะลุเพดาน จนระบบควบคุมไฟฟ้าอัตโนมัติต้องตัดการใช้ไฟโดยอัตโนมัติ ทำให้ทั่วทั้งเกาะไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงทุ่มเศษ ๆ ของค่ำวันนั้น กระทั่งยังมีชาวบ้านกำลังอาบน้ำอยู่ก็ต้องอาบน้ำต่อท่ามกลางความมืด

          คุณเฉินเหวินอวี้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงของไฟดับทั่วเกาะมาจากการที่มีโรงแรมประเภทเกสต์เฮาส์ผิดกฎหมายจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วเกาะ “บางแห่งใช้สวนผลไม้มาจดทะเบียนเป็นการใช้ไฟฟ้าทางด้านการเกษตร แต่กลับมีการใช้สำหรับการเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่ละแห่งมีถึง 5-6 เครื่อง” ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าที่เครื่องจ่ายไฟจะรองรับได้  

          ที่ผ่านมาคุณเฉินฯ ก็เคยประกอบธุรกิจเกสต์เฮาส์บนเกาะเหมือนกัน ได้เห็นผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการท่องเที่ยวมากับตา รู้สึกเจ็บปวดมาก จึงตัดสินใจปิดกิจการเกสต์เฮาส์ของตน กลับไปยึดอาชีพช่างเหล็กที่เป็นอาชีพเดิมของตน และเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวณและดูแลบริเวณน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “สมาคมท่องเที่ยวนิเวศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเสี่ยวหลิวฉิว” ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2017 

         ในแต่ละปีเกาะเสี่ยวหลิวฉิวดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นับล้าน “การท่องเที่ยวเกินการรองรับได้” ได้กลายเป็นปัญหาที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ระบบนิเวศในมหาสมุทรก็ยิ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน  เพราะเมื่อสิ่งมีชีวิตสูญหายไป ก็ยากที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ 

         นอกจากความพยายามขององค์กรภาคเอกชนอย่างสมาคมท่องเที่ยวนิเวศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเสี่ยวหลิวฉิวแล้ว หน่วยงานภาครัฐก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามคิดหาวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาคการผลิตกับสภาพแวดล้อม กระทั่งในฤดูร้อนปีนี้ จึงได้ประกาศมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแนวน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการของการกอบกู้ระบบนิเวศบนเกาะ 

นอกจากจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมีไกด์นำพาเที่ยวในบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงด้วย 

           บนเกาะเสี่ยวหลิวฉิวมีเขตน้ำขึ้นน้ำลงอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ตู้จื่อผิง ซานฝู อ่าวหาป่าน หยวีเฉิงเว่ย และถ้ำหลงเซีย (ถ้ำกุ้งมังกร) ถูกประกาศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศธรรมชาติเมื่อปี 2015 มีระเบียบที่เกี่ยวข้องของตนตามลักษณะพิเศษของเขตน้ำขึ้นน้ำลงแต่ละเขต อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองผิงตงจึงได้ประกาศ “ระเบียบว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยวระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติในเขตท่องเที่ยวพิเศษ” โดยจัดค่าธรรมเนียมคนละ 60 เหรียญไต้หวัน ใน 3 เขต ได้แก่ เขตซานฝู หยวีเฉิงเว่ย และตู้จื้อผิง “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์” เมื่อนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวในเขตดังกล่าว นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเข้าเยี่ยมชมคนละ 60 เหรียญไต้หวันแล้ว ยังต้องหาไกด์หรือมัคคุเทศก์นำเที่ยวในบริเวณดังกล่าวด้วย เนื่องจาก เป็นเขตที่มีการจำกัดเส้นทางการเดินชม เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่นักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวให้เหลือน้อยที่สุด  

        จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้จำหน่ายบัตรผ่านประตูไปจำนวนทั้งสิ้น 2275 ใบ คิดเป็นเงิน 136,500 เหรียญไต้หวัน ผู้สื่อข่าวของ “รีพอร์ตเตอร์” ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเทศบาลเมืองผิงตง ซึ่งดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการมหาสมุทรและประมงเทศบาลเมืองผิงตง ได้รับคำตอบว่า ค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้จะนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ระบุในมาตรา 8 ระเบียบว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยยึดหลักการให้ส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เชิญหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนในท้องถิ่นเข้าร่วมพิจารณา ร่วมกันผลักดันการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

        อย่างไรก็ดี เสี่ยวหลิวฉิวมีแนวชายฝั่งรอบเกาะยาวถึง 12 กม. แล้วทำไมจึงเลือกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเฉพาะ 3 จุดนี้เท่านั้น กองกิจการมหาสมุทรและการประมง เทศบาลเมืองผิงตงได้ตอบคำถามนี้ว่า จุดต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเขตน้ำขึ้นน้ำลงอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำเสี่ยวหลิวฉิวด้วย กำหนดให้มีคนเข้าได้ครั้งละไม่เกิน 300 คน ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้มาจนสุกงอมแล้ว ในขณะที่เขตน้ำขึ้นน้ำลงอ่าวฮาป่าน ไม่มีการวางเส้นทางเดินการนำเที่ยว มีทางเข้าหลายทางและไม่มีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ประกอบกับมีการท่องเที่ยวในเขตดังกล่าวอย่างหลากหลาย นักท่องเที่ยวบางส่วนก็จะลงไปเดินเล่นในน้ำ ดำน้ำ หรือกิจกรรมทางน้ำ บางส่วนก็จะลงไปเหยียบย่ำสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้ ควบคุมได้ค่อนข้างยาก 

        คุณเฉินเหวินอวี้เห็นด้วยกับการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เขายกตัวอย่างว่า สมาคมฯ เคยผลักดันให้มีการจัดการประตูทางเข้า-ออกทางเดียว  ห้ามนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำที่อ่าวฮาป่านเข้ามาทางร่องน้ำใต้ทะเล “ตอนนั้น ก็มีคนไม่พอใจ เกรงว่าจะกระทบต่อธุรกิจของตน” เขาเห็นว่า หากใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้ผู้คนมีความรู้สึกที่ไม่ดีได้ หากในอนาคตมีวิธีการที่ดีกว่า ก็ยากที่จะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่นโยบายได้วางไว้ “เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา (อ่าวฮาป่าน)” 

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่พอใจ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สนับสนุน

           เป้าหมายในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ฯ เพื่อให้รัฐบาลจัดเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาผลกระทบที่นักท่องเที่ยวก่อให้เกิดขึ้นต่อท้องถิ่น จากมุมมอง “ราคาจำกัดปริมาณ” เพื่อให้เกิดผลในการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นจากจุดยืนและความตั้งใจที่ดี แต่ก็ยังคงถูกชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย

        นายหลี่ฟงฝู ในฐานะกรรมการบริหารสมาคมท่องเที่ยวเสี่ยวหลิวฉิว ผิงตง และประกอบธุรกิจเกสต์เฮาส์ที่นี่มานานกว่า 15 ปี เปิดเผยว่า การอนุรักษ์ฯ เป็นสิ่งที่ดี แต่เวลาในการนำเสนอนโยบายรู้สึกว่าจะช้าเกินไปแล้ว อย่างเขตแนวน้ำขึ้นน้ำลงหยวีเฉิงเว่ยที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเกสต์เฮาส์ของตนถูกทำลายไปตั้งนานแล้ว นับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้นโยบายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นมา ก็ไม่มีไกด์พาทัวร์เข้าไปท่องเที่ยวที่หยวีเฉิงเว่ยอีกเลย “ตอนนี้คุณจะเก็บเงินอีกคนละ 60 แต่ไม่มีอะไรให้เขาชม ไกด์พาเข้าไปชมอะไร ทำอะไร” นอกจากนี้ คุณหลี่ฟงฝูยังเห็นว่า การวางระเบียบเกี่ยวกับการนำค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ก็ไม่ละเอียดรอบคอบพอ “ไม่มีรายละเอียด สัดส่วนเป็นอย่างไร จะเอาไปอนุรักษ์อะไรก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน” เขาพูดด้วยความเอือมระอาว่า “ไม่ควรที่จะยังไม่ได้ทำความเข้าใจกัน วิธีการก็ยังไม่มีการออกแบบ แล้วออกระเบียบมาจำกัด แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี ไม่ถูกต้องนะ”   

        “เดอะรีพอร์ตเตอร์” ได้ลงไปสำรวจในช่วงน้ำลงที่เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวที่เสี่ยวหลิวฉิวเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา พบว่า บริเวณน้ำขึ้นน้ำลงซานฝูมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปท่องเที่ยว แต่ส่วนใหญ่เข้าไปท่องเที่ยวโดยมีไกด์ที่จัดให้โดยเกสต์เฮาส์ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้าว่า จะต้องจ่ายธรรมเนียมก่อนเข้าเยี่ยมชมในเขตน้ำขึ้นน้ำลง แต่เมื่อทราบส่วนใหญ่ก็ให้การสนับสนุนนโยบายนี้ “เพราะระบบนิเวศที่นี่มีความพิเศษมาก” “สวยงามจริง ๆ” 

         ชาวบ้านที่นี่บอกว่า ไกด์ส่วนมากต้องการประหยัดต้นทุน หลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ก็จะไม่พานักท่องเที่ยวเข้าไปในเขตที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งเราได้ลงไปสำรวจในบริเวณที่ไม่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมข้าง ๆ เขตซานฝูที่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมพบว่าเป็นแบบนี้จริง ๆ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ตามไกด์เข้าไปในเขตน้ำขึ้นน้ำลง ก็ไม่รู้ว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านประตู แสดงว่านโยบายนี้ยังคงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น 

นักท่องเที่ยวย้ายจากเขตที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมไปยังเขตยกเว้นค่าธรรมเนียม ทำให้ปัญหาระบบนิเวศยังแก้ไม่ตก 

         สถิติของเทศบาลเมืองผิงตงระบุว่า ตั้งแต่ที่เริ่มใช้มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมเขตน้ำขึ้นน้ำลงในเดือน ก.ค. ปีนี้เป็นต้นมา จนถึงสิ้นเดือน มีผู้เข้าชมในเขตดังกล่าวแล้ว 2192 คน ลดลงจากในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีสูงถึง 10212 คน ถึงร้อยละ 80 ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปยังเขตน้ำขึ้นน้ำลงโดยรวมมิได้ลดลงเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่ได้เลือกที่จะเข้าไปเที่ยวในเขตที่ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม คุณเฉินเหวินอวี้ยังสังเกตพบอีกว่า อ่าวฮาป่านที่ได้รับสมญานามว่า “หาดเวนิส” มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าตัว 

         เวนิสแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำในอิตาลีก็เริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองในปีนี้ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปท่องเที่ยว โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 5 ยูโร หรือประมาณ 176 เหรียญไต้หวัน ในขณะที่หาดเวนิสบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิวมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ชะตากรรมของ “สองเวนิส” ต่างกันราวฟ้ากับดิน  “เวนิส” ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปถึง 9000 กว่า กม. 

       “แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือนโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายที่ทำให้สุด” ศ. จงเจิ้งเว่ย แห่งคณะบริหารและการตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหมิงซิน ที่เคยศึกษาเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นเกาะเสี่ยวหลิวฉิวระบุว่า ไม่วาจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเขตน้ำขึ้นน้ำลงหรือไม่ นักท่องเที่ยวย่อมสร้างแรงกดดันให้แก่สภาพแวดล้อมของเกาะเสี่ยวหลิวฉิว หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้วิธีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวบนเกาะ ก็จะสามารถแก้ปัญหานี้อย่างได้ผล 

         คุณเฉินเหวินอวี้เห็นว่า แม้ตอนนี้การผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าไปยังเขตน้ำขึ้นน้ำลงจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นไปจะเป็นเรื่องดี “แต่หากต้องการแก้ปัญหาของเกาะเสี่ยวหลิวฉิว ก็จะต้องควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปท่องเที่ยวบนเกาะอย่างจริงจัง” 

       เคยมีคนหยิบยกประเด็นนี้ให้ใช้มาตรการเดียวกับเกาะเต่า จัดเก็บค่าขึ้นเกาะ แต่บนเกาะเต่าไม่มีคนอาศัยอยู่ นโยบายนี้จึงไม่ต้องคำนึงถึงความเห็นของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะ การดำเนินการก็ค่อนข้างง่าย ในทางกลับกัน ชาวบ้านบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิวต้องอาศัยรายได้จากการท่องเที่ยวในการดำรงชีพ หากไม่ยอมให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวบนเกาะ ก็ต้องเจอกับแรงต่อต้านอย่างแน่นอน 

         คุณเฉินเหวินอวี้ กล่าวด้วยความระมัดระวังว่า “ตอนเริ่มนโยบายก็จะเจออุปสรรคมากมาย มีปัญหาไปหมด จนยากที่จะคาดเดาได้” 



 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง