ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (習近平) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้สนทนาผ่านทางโทรศัพท์เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นับว่าเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกของทั้งสองผู้นำหลังจากที่ทรัมป์หวนคืนสู่ทำเนียบขาว
ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV สื่อโทรทัศน์ในเครือของไชน่ามีเดียกรุป (China Media Group ,CMG) ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันถึงประเด็นต่าง ๆ อาทิ ภาษีศุลกากร การค้าระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างชาติ และการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ โดยระหว่างการสนทนาสีจิ้นผิงได้หยิบยกประเด็นปัญหาไต้หวัน และเตือนให้สหรัฐฯหลีกเลี่ยงไม่ให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนและเอกราชไต้หวันเพียงส่วนน้อย ดึงสหรัฐฯ และจีนเข้าสู่สถานการณ์อันตรายอันเนื่องมาจากความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากัน อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของสหรัฐฯ มิได้กล่าวถึงประเด็นไต้หวันตามที่สื่อจีนรายงานแต่อย่างใด
ไล่รุ่ยหลง (賴瑞隆) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ระบุว่า แม้สีจิ้นผิงจะพยายามกดดันให้ทรัมป์แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน แต่สหรัฐฯถือว่าไต้หวันมีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงในภูมิภาคและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง เขาชี้ว่า หากไต้หวันถูกจีนผนวกรวมดินแดน ระบบการป้องกันหมู่เกาะชั้นแรก (First island chain) ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต่างจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการสูญเสียที่สหรัฐฯ มิอาจยอมรับได้

อู๋ซือเหยา (吳思瑤) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค DPP
ทางด้านอู๋ซือเหยา (吳思瑤) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค DPP ได้ออกมาเน้นย้ำว่า กลุ่มประชาธิปไตยทั่วโลกต่างมองเห็นพฤติกรรมของจีนที่มุ่งบ่อนทำลายระเบียบโลก พร้อมประณามว่าจีนต่างหากคือผู้ที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนและเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพของโลกอย่างแท้จริง
ในขณะที่ เฉินอวี้เจิน (陳玉珍) สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคก๊กมินตั๋งระบุว่า จากโพสต์บนโซเชียลมีเดียของโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบว่า ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นไต้หวันแต่อย่างใด เพียงเน้นถึง ได้มีการพูดคุยกับสีจิ้นผิงเกี่ยวกับเรื่องการค้าเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น และยังไม่ได้แตะต้องประเด็นอ่อนไหวอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรืออิหร่านเลยด้วย เฉินฯ ยังตั้งข้อสงสัยว่า การที่จีนกล่าวถึงไต้หวันว่าเป็นประเด็นสำคัญของการพูดคุยในครั้งนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว สะท้อนให้เห็นถึง ความแตกต่างอย่างชัดเจนในจุดยืนระหว่างสหรัฐฯ กับจีน พร้อมกล่าวว่า “สหรัฐฯและจีนต่างแถลงถึงประเด็นที่ฝ่ายตนเห็นว่ามีความสำคัญ ฉันกังวลว่า ไต้หวันได้สูญเสียสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นโดยสิ้นเชิง”